ว่าด้วยปูที่มีขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงที่โด่งดัง และเป็นที่นิยมของคนชอบอาหารทะเล อย่าง ปูอลาสก้า ที่นอกจากมีดีที่ขนาดไซส์บิ้กแล้ว ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ราคาแพงอีกด้วย วันนี้ Hungry Hub จะพาไปหาความลับสุดยอดของ ราชาแห่งท้องทะเล ที่ทุกคนจะต้องตะลึง 

ปูอลาสก้า คืออะไรแล้วมีต้นกำเนิดจากที่ไหน?

ปูอลาสก้า

ปูอลาสก้า คือ ปูทะเลขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในทะเลแถบขั้วโลกเหนือ ท่ามกลางสายน้ำที่เย็นยะเยือกลึกถึง 1,500 เมตร ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าอาศัยอยู่ในรัฐอะแลสกา ของสหรัฐอเมริกา เพียงอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วยังรวมไปถึง พื้นที่ของขั้วโลกเหนือเกือบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรีนแลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย แคนาดา ไอซ์แลนด์ สวีเดน และ ฟินแลนด์ โดยสาเหตุที่ต้องเรียกว่าปูอลาสก้า เพราะอลาสก้านับว่าเป็นท่าเทียบเรือจับสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปู ปลา เพื่อส่งออกไปทั่วโลก

สายพันธุ์ของปูอลาสก้า จะแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ 

1. Red King Crab

Red king crab จาก NOAA FISHERY

Red King Crab หรือ ราชาปูแดง เป็นปูที่อาศัยอยู่ในทะเลแบริ่ง หมู่เกาะอาลูเทียนของอมเริกาเหนือ ตามชายฝั่งของอลาสก้า และ ทางใต้ของบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ปูชนิดนี้จะสามารถเติบโตจนมีขนาดตัวที่ใหญ่ สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวได้สูงสุดที่ 24 ปอนด์ และส่วนของขาที่สามารถยาวได้ถึง 5 ฟุต เพศผู้จะสามารถเติบโตได้ดีกว่าเพศเมีย และที่สำคัญยังถือว่าเป็นปูที่มีค่าและความต้องการที่สุดในโลก รสชาติของปูชนิดนี้จะหวานฉ่ำ เนื้อขาวแน่น  

2. Blue King Crab

Blue king crab จาก The great state of alaska

Blue King Crab หรือ ราชาปูน้ำเงิน เป็นปูจำพวก “เดคาโปดา” หรือสัตว์ที่มี 10 ขา โดนเปลือกจะมีลักษณะพิเศษคล้ายกับรูปพัด สีของลำตัวจะเป็นสีน้ำเงินปนกับน้ำตาล ส่วนรสชาติจะมีความหวานมากกว่าเนื้อปูราชาสีแดง แต่ความเข้มจะอ่อนลงมาเล็กน้อย

3. Golden King Crab

Golden king crab จาก The great state of alaska

Golden King Crab หรือ ราชาปูทอง มีอีกฉายาหนึ่งว่าปูหิน (Stone crab) เป็นสัตว์ที่อยู่กลุ่มกุ้งปู (Decapod crustacean) สามารถพบเจอได้ใน บริติชโคลัมเบีย รัฐของประเทศแคนาดา หมู่เกาะอะลูเชียน และ ประเทศญี่ปุ่น โดยจะมีรสชาติที่นุ่มนวลมากที่สุดในบรรดา 3 ตระกูลหลักๆ แต่แลกด้วยเนื้อในกระดองที่น้อยกว่า เพราะเนื่องจากขนาดตัวที่เล็กกว่านั้นเอง

กว่าจะได้ ปูอลาสก้า สักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

จับ ปูอลาสก้า
การจับ ปูอลาสก้าบนเรือ NOAA

ในอลาสก้านั้นอุณหภูมิถือว่าเย็นเป็นอย่างมาก แถมพ่วงมาด้วยคลื่นลมที่พร้อมจะพัดตกลงทะเลได้ทุกเมื่อ เรียกง่ายๆว่า ถ้าพลาดครั้งเดียวมีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากการจับได้เลย 

ดังนั้นผู้ที่จับจะต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพวกเขาก็ได้ถูกกล่าวนามว่าเป็น “Deadliest Catch” แปลตรงตัวก็คือนักล่าเดนตาย ที่ต้องเตรียมพร้อมในทุกๆด้าน เครื่องมือทำประมงต่างๆ เครื่องมือป้องกัน ถึงแม้จะมีความเสี่ยงมากแต่ผลตอบแทนก็ถือว่าสูงไปตามๆกัน รายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 30,000 ต่อสัปดาห์ และเมื่อจบฤดูกาลจะมีรายได้ที่สูงสุดถึง 3.5 ล้านบาท 

แต่ทว่าการเป็นนักล่าเดนตายจะรายได้ดีแค่ไหน แต่ใช่ว่าจะสามารถจับได้เรื่อยๆ เพราะ กฏหมายได้กำหนดไว้ว่าใน 1 ฤดูกาลจะสามารถจับได้เพียง 4-5 วันเท่านั้น และปูจะต้องมีขนาดตามมาตรฐานของสหรัฐ หากไม่ได้ตามมาตรฐานก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาติทันที 

ทานปูอลาสก้า ได้ประโยชน์อะไรบ้าง?

นอกจากความอร่อยแล้วเนื้อปูอลาสก้าก็มีไขมันอิ่มตัวที่น้อย สามารถรับประทานได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่าง และให้สารอาหารที่จำเป็นกับร่างกายมากมาย อาทิ 

  • Folate (วิตามิน B9) เป้นสารอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง อ่อนเพลีย หรือ อาการเจ็บที่ลิ้น โดยจะมีปริมาณถึง 43.4 มิลลิกรัม คิดเป็น 11% ของร่างกายที่ต้องการต่อวัน
  • วิตามิน B12 มีส่วนสำคัญในการทำงานของระบบประสาทและสมองรวมไปถึงการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยมีปริมาณ 9.8 มิลลิกรัม หรือ 163% ของร่างกายที่ต้องการ
  • Magnesium (แมกนีเซียม) มีส่วนสำคัญช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดี บำรุงกระดูกและฟัน รวมไปถึงช่วยลดความเครียด เพราะจะช่วยทำให้ระบบประสาททำงานได้อย่างดียิ่งขึ้น โดยมีปริมาณถึง 53.5 มิลลิกรัม 
  • Phosphorus (ฟอสฟอรัส) มีส่วนช่วยในการทำงานของไต สร้างความแข้งแรงให้กระดูกและฟัน ควบคุมความสมดุลของกรดในเลือดให้เป็นกลาง 
  • Zinc (สังกะสี) ช่วยในการทำงานของร่างกาย การซ่อมแซมบาดแผล การเจริญเจิบโตของร่างกาย มีปริมาณ 6.5 มิลลิกรัม หรือ 43% ของร่างกายที่ต้องการได้รับ
  • Copper (ทองแดง) แร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายตัวมีส่วนช่วยสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง กักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง และเพิ่มความกระชับแก่เซลล์ผิว โดยมีปริมาณ 1.0 มิลลิกรัม หรือ 50% ที่ต้องได้รับ
  • Selenium (ซีลีเนียม) สารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอย ชะลอความชราก่อนวัย และช่วยป้องกัน โรคคีชาน โดยมีปริมาณถึง 34 มิลลิกรัม หรือ 49% ของร่างกายที่ต้องการต่อวัน

ปูอลาสก้า เหมาะกับการนำไปทำเมนูอะไร?

ปูอลาสก้า จาก The Berkeley Dining Room
ปูอลาสก้า จาก The Berkeley Dining Room

ปูอลาสก้าที่มีรสหวานฉ่ำมักจะถูกนำไปนิยมทำเมนูต่างๆนาๆ อาทิ การทำไปทำให้สุก ทอดเป็นเทมปุระ จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ด ผัดปูแกงกะหรี่เข้มข้น ไข่ตุ๋น สลัด ซุปครีม หรือ พาสต้า เป็นต้น

แต่ถ้าเกิดใครอยากลองบุฟเฟ่ต์ปูอลาสก้า ที่ เดอะ เบอร์เคลีย์ ไดนิ่งรูม (The Berkeley Dining Room) ก็มีบุฟเฟ่ต์ไลน์เมนูนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสุดเลิศ อาทิ ปูอลาสก้า หอยนางรม หรือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ที่ให้มาลิ้มลองในราคาสุดพิเศษเพียง 1,027 บาทเท่านั้น

โปรโมชั่น Buffet Plus แนะนำ

The Berkeley Dining Room 5 เมนูพิเศษใหม่! เช่น ซูชิฟัวกราส์, สไปซี่แซลมอน, หอยนางรมซอสพอนสึ ไม่อั้น บุฟเฟ่ต์ไลน์ ปูอลาสก้า หอยนางรม กุ้งเผา ซาชิมิ และอื่นๆ (รวมน้ำดื่ม) ราคาพิเศษ 1,027 บาท/ท่าน

และทั้งหมดนี้ก็คือความลับของ ปูอลาสก้า ราชาแห่งท้องทะเล ที่ Hungry Hub ได้บอกต่อให้กับคนที่ชื่นชอบในการกันปูและอาหารทะเลโดยเฉพาะ ถึงแม้ว้าจะมีราคาที่แพง แต่รสชาติกลับถูกอกถูกใจไม่ใช่น้อยๆ ถ้ามีเวลาลองแวะไปลองสักครั้งกันนะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่นี่

15 อันดับ อาหารที่แพงที่สุดในโลก เมนูสุดอร่อย มีแสนก็หมดแสน

กุ้งมังกร Vs กุ้งล็อบสเตอร์ ศึกนี้ใครตัวจริง ที่มักเข้าใจผิด

21 Rooftop กรุงเทพ วิวสวยน่านั่งรับปีใหม่ (อัพเดต 2021)​